Free Web Hosting by Netfirms
Web Hosting by Netfirms | Free Domain Names by Netfirms

"เอา WTO คืนไป เอาข้าวหอมมะลิคืนมา"  

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2544

เรื่อง ขอให้ยุติโครงการวิจัยปรับปรุงข้าวหอมมะลิไทยของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา
เรียน ฯพณฯ จอร์จ ดับเบิลยู บุช

ตามที่กระทรวงเกษตรของสหรัฐ (Department of Agricultuer: USDA) โดยศูนย์วิจัยข้าวแห่งชาติเดล บัมเปอร์(Dale Bumpers National Rice Research Centers) ซึ่งมี ดร.เจ. นีล รัทเกอร์ (Dr. J Neil Rutger) ดร.คริส เดเรน ( Dr. Chris Deren) และดร.เจมส์ กิบบอนส์(Dr. James Gibbons) ได้ร่วมกันวิจัยพัฒนาข้าวหอมมะลิไทยเพื่อปลูกในสหรัฐอเมริกา(Stepwise Program for Improvement of Jasmine Rice for the United States)นั้น ชาวนา องค์กรประชาชน และหน่วยงานต่างๆในประเทศไทยเห็นว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปโดยขัดต่อกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชปี 2542 ละเมิดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับทรัพยากรพันธุกรรม และขัดต่อหลักจริยธรรมเกี่ยวกับการวิจัย

เชื้อพันธุ์ข้าวหอมมะลิส่วนหนึ่งได้มาจากประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชดังที่ปรากฏหลักฐานคำให้สัมภาษณ์ของ ดร.เจมส์ กิบบอนส์ ในจดหมายข่าวของมหาวิทยาลัยอาร์คันซอส์เมื่อเดือนมกราคม ปี 2542 ในขณะที่เชื้อพันธุ์ข้าวหอมมะลิส่วนหนึ่งถูกนำไปจากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติโดยมิชอบเมื่อปี 2538 เนื่องจากไม่ได้มีการลงนามในสัญญาย้ายโอนพันธุกรรม (Matterial Transfer Agreement)

ชาวนา และองค์กรประชาชนในประเทศไทยเห็นว่าการส่งจดหมายแสดงความจำนงย้อนหลังของดร.เจ.นีล รัทเกอร์ และดร.คริส เดเรนไปยังสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติเพื่อให้คำมั่นว่าจะไม่มีการจดสิทธิบัตรและขอรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจากข้าวหอมมะลิ ไม่อาจทำให้โครงการวิจัยดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย และไม่อาจลดผลกระทบของโครงการวิจัยนี้ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อชาวนาไทยได้ เนื่องจากถึงแม้นักวิจัยสหรัฐจะไม่จดสิทธิบัตรสายพันธุ์ข้าวดังกล่าว แต่การปลูกข้าวซึ่งพัฒนามาจากการโจรกรรมข้าวหอมมะลิจะทำให้ชาวนาสูญเสียตลาดข้าวหอมมะลิไปอย่างถาวร ดังที่ขณะนี้ประเทศอินเดียได้สูญเสียตลาดข้าวบัสมาติคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์/ปี อันเป็นผลมาจากการส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวและการใช้เครื่องหมายการค้าที่เลียนแบบข้าวบัสมาติในประเทศสหรัฐอเมริกา

ข้าวหอมมะลิเป็นพันธุ์ข้าวซึ่งได้รับการสืบทอดและพัฒนามาโดยชุมชนชาวนาในชนบทรุ่นแล้วรุ่นเล่า ชาวนาไทยมากกว่า 5 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสานมีรายได้พอประทังชีวิตจากการปลูกข้าวหอมมะลิ แต่ถึงกระนั้นรายได้ทั้งหมดที่ได้รับก็เฉลี่ยเพียง 200 ดอลลาร์/คน/ปี เท่านั้น การพัฒนาข้าวหอมมะลิของสหรัฐอเมริกาเพื่อแข่งขันกับข้าวหอมมะลิไทย ที่แท้คือการแย่งยึดมรดกทางพันธุกรรมไปจากประเทศไทยแล้วเอาทรัพยากรพันธุกรรมนั้นย้อนมาทำร้ายชาวนายากจนของไทยในที่สุดนั่นเอง ชาวนายากจนของไทยซึ่งมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนจะถูกผลักให้มีมาตรฐานชีวิตที่ย่ำแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่

ในความเห็นของเราและอาจจะเป็นความเห็นของประชาคมโลกส่วนใหญ่ การอ้าง "เสรีภาพในการวิจัย" ที่ละเมิดกฎหมายของประเทศอื่น "การจดสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต" ซึ่งได้มาจากการปล้นสะดมภ์ทรัพยากรชีวภาพประเทศโลกที่สาม และ "การค้าเสรี" ซึ่งทำร้ายชีวิตของคนยากคนจนทั่วโลก มีแต่จะทำให้มาตรฐานทางสังคมและมาตรฐานการครองชีพที่ท่านภาคภูมิใจถูกตั้งคำถามจากประชาชนทั่วโลก

ในฐานะตัวแทนของชาวนายากจน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนไทยที่รักและหวงแหนข้าวหอมมะลิ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่าน

1. ยุติโครงการวิจัยข้าวหอมมะลิไทยซึ่งได้เชื้อพันธุกรรมไปจากประเทศไทยและธนาคารเชื้อพันธุ์พืชระหว่างประเทศโดยไม่ชอบโดยทันที หรือมิฉะนั้นต้องดำเนินการให้กระทรวงเกษตรสหรัฐดำเนินการขออนุญาตการใช้ประโยชน์จากพันธุ์ข้าวหอมมะลิ และทำสัญญากับคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชตามมาตราที่ 52 ของกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชปี 2542 ของไทย

2. ยกเลิกการจดสิทธิบัตรในพันธุ์ข้าว และยกเลิกการอนุญาตให้บริษัทในสหรัฐใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าที่หลอกลวงผู้บริโภคว่าเป็นข้าวหอมมะลิและข้าวบัสมาติของประเทศเอเชีย รวมทั้งทบทวนการให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้มาจากมรดกทางพันธุกรรมและภูมิปัญญาจากประเทศโลกที่สามอื่นๆ

เราขอเรียกร้องให้ท่านดำเนินการหาข้อยุติในเรื่องนี้กับคณะทำงานระดับชาติซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาลไทย ทั้งนี้โดยให้หาข้อยุติในกรณีดังกล่าวภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นวันที่นายกรัฐมนตรีของไทยพบปะเจรจากับท่านและคณะ
ข้าวหอมมะลิเป็นความภาคภูมิใจของชาวนาและคนไทยทุกคนในประเทศนี้ คนไทยผูกพันกับข้าวมิใช่ด้วยเหตุผลที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก แต่เป็นเพราะ "ข้าว" ได้หล่อหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของเรา
ชาวนาไทยและองค์กรประชาชนในประเทศไทยจะต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อปกป้องข้าวหอมมะลิของเรามิให้ถูกฉกฉวยและยึดครองไปใช้ประโยชน์อย่างมิชอบ
เราจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและมาตรการอื่นๆ เท่าที่ฐานะประชาชนในประเทศนี้จะกระทำได้เพื่อตอบโต้การกระทำของกระทรวงเกษตรสหรัฐ ทั้งนี้นับตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไป หากรัฐบาลสหรัฐเมินเฉยต่อการทบทวนโครงการพัฒนาข้าวหอมมะลิไทยตามข้อเสนอข้างต้น

ขอแสดงความนับถือ


นายวิฑูรย์ บุญชะโด

ลงนามในฐานะตัวแทน
ชาวนาปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคเหนือ
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคกลาง
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย
เครือข่ายประชาชนต้านโลกาภิวัฒน์ สมัชชาคนจน

สำเนาส่งถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

 

.. 1945 อเมริกาในฐานะฝ่ายสัมพันธมิตร ผู้ชนะสงคราม ได้มีความคิดที่จะจัดระเบียบโลกใหม่ ( New World Order ) เพื่อมิให้เกิดสงครามด้วยอาวุธทำลายล้าง โดยร่วมกับผู้นำโลกทางเศรษฐกิจร่วมกันกระตุ้นให้สังคมโลกเป็นสังคมบริโภค โดยมีเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นเครื่องมือครอบงำ ใช้ความได้เปรียบในฐานะประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีค่าเงินที่เข้มแข็งสร้างทฤษฎีแนวคิดให้ทั่วโลกใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรี "มือใครยาวสาวได้สาวเอา" โดยร่วมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว คือกลุ่ม จี 7 หรือ จี 10 ในปัจจุบัน ( อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส แคนาดา อิตาลี ญี่ปุ่น เบลเยี่ยม สวีเดนและเนเธอร์แลนด์) จัดตั้ง
1) ธนาคารโลก ( World Bank )
2) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( International Monetary Fund: IMF )
และ 3) ข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า ( General Agreement on Tariff and Trade : GATT ) ซึ่งในปี 1995 ได้เปลี่ยนมาเป็นองค์การการค้าโลก World Trade Organization : WTO ) โดยทำหน้าที่ดังนี้

- ธนาคารโลก ให้เงินกู้แก่ประเทศกำลังพัฒนาในระยะยาว และเข้าแทรกแซงแกมบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเป็นลูกหนี้ทั้งหลาย พัฒนาประเทศแบบวนเวียนพึ่งพานายทุนต่างชาติ ตามกรอบและทิศทางที่กำนหด

- กองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF เป็นกระบวนการกระหน่ำซ้ำ คือ เมื่อประเทศใดพัฒนาตามคำบัญชาไปแล้ว หากเกิดวิกฤติเศรษฐกินขึ้น เช่น ประเทศไทย ปี 2527 และปี 2540 IMF ก็จะให้กู้เงินในระยะสั้น ดอกเบี้ยแพง และต้อง 1) ลดค่าเงินบาท 2) เปิดเสรีทางการเงินและการค้า อีกทั้งยังให้ยกเลิกกฎหมายที่ขัดขวางการเข้าทำประโยชน์ของนายทุนข้ามชาติ หรือให้ออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์แก่ทุนข้ามชาติ เช่น กฎหมายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้ง 11 ฉบับของไทย

- องค์การการค้าโลก WTO เป็นองค์กรส่งเสริมการค้า(ให้กับประเทศนายทุน) โดยกำหนดเงื่อนไข ให้ทุกประเทศต้องเปิดเสรีทางการค้าอย่างเต็มที่ ลดบทบาทรัฐ และส่งเสริมให้มีการขาย-โอน กิจการสาธารณะให้แก่เอกชน(นายทุนหรือบรรษัทข้ามชาติ) โดยอ้างประโยชน์ประชาชน ในการแปรรูป
ที่สำคัญ WTO พยายามเปลี่ยนระบบสังคมโลกให้เป็นระบบบริโภคนิยม เข้าควบคุมและกำหนดวิถีชีวิตของประเทศกำลังพัฒนา นำวัฒนธรรมบริโภคอย่างเสรีเข้าทำลายระบบดั้งเดิมของสังคม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังพยายามใช้กลไกการเปิดโลกไร้พรมแดนระบายสินค้าทุนและถ่ายเทมลพิษต่างๆไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา พร้อมฉกฉวยเอาทรัพยากรและภูมิปัญญาของชาติจากประเทศกำลังพัฒนาไป โดยอาศัยกลไกการช่วยเหลือและ การเป็นที่ปรึกษา เป็นต้น

องค์การโลกบาล ทั้ง 3 นี้ มีนายทุนใหญ่อยู่เบื้องหลัง นำโดยอเมริกา ผู้มีอิทธิพลกุมกลไกการค้าแบบกดขี่ขูดรีดเอาเปรียบ เพื่อให้โลกนี้เป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจยุคใหม่ ( Neo Colonialism ) โดยอ้าง โลกาภิวัฒน์ ( Globalization ) คือทางออกเดียวของสังคมโลก จนปัจจุบัน 55 ปี ผ่านไป ปรากฏว่า ผลผลิตมวลรวมของโลก 37% สหรัฐอเมริกาได้รับส่วนแบ่งเพียงประเทศเดียว.....

ประเทศไทยพัฒนาโดยเน้นนโยบายพึ่งพาทุนข้ามชาติให้เศรษฐกิจเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา โดยมีสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ( BOI ) เป็นผู้สนองนโยบายรับใช้ทุนต่างชาติ เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติเข้ามาสูบผลประโยชน์ของประชาชน กรรมกร ชาวไร่ชาวนา และนายทุนชาติซึ่งปัจจุบันต่างพากันล้มละลายเกือบหมดสิ้น

ดังนั้น เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 ที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชนต้านโลกาภิวัฒน์ และประชาชนชาวไทยผู้รักความถูกต้องทั่วไปกว่า 5,000 คน ได้ร่วมกันเดินขบวนเรียกร้องไปยังสถานทูตอเมริกา เพื่อให้ยกเลิกการจดสิทธิบัตรข้าวหอมมะลิไทย สิทธิบัตรยาและพร้อมทั้งร่วมกันเดินขบวนต่อต้านองค์การการค้าโลก หรือ WTO ที่กำลังอยู่ในวาระการประชุมระดับรัฐมนตรี ของ ประเทศสมาชิก ที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ในวันที่ 9-14 พฤศจิกายนนี้ ในประเด็นข้อตกลงเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและข้อตกลงว่าด้วยการเกษตร

เนื่องจากสถานการณ์การแข่งขันปัจจุบันค่อนข้างรุนแรง การเปิดเสรีทางการเงินและการค้ากลับเป็นเพียงเครื่องมือหรือกลไกในการกอบโกยผลประโยชน์ ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่ประเทศด้อยพัฒนาอย่างไทย กลับสูญเสียผลประโยชน์โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งมีหลายชนิดที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เนื่องจากติดขัดทั้งเรื่อง ต้นทุนสูง และเงื่อนไขข้อตกลงของ WTO อาทิ
1) ให้ประเทศต่างๆ เปิดตลาดสินค้าเกษตรอย่างเสรี
2) ให้ประเทศสมาชิกลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรใน 23 รายการที่กำหนด
3) ให้ประเทศสมาชิกลดงบประมาณการอุดหนุนภาคการเกษตร และ
4) ให้ประเทศสมาชิกลดงบประมาณการอุดหนุนการส่งสินค้าเกษตร ซึ่งข้อตกลงทั้งหมด เป็นข้อตกลงที่ละเมิดสิทธิอธิปไตยของประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของประชากรส่วนใหญ่ แต่ WTO กลับสั่งห้ามรัฐบาลเข้าช่วยเหลือเกษตรกร ที่มักประสบกับภาวะยากไร้และราคาผลผลิตตกต่ำ

ดังนั้นข้อตกลงการเกษตรของ WTO ที่ทำให้ไทยต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรเสรี ผลที่จะเกิดขึ้นจากการบีบบังคับให้เปิดตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรเสรี คือ อเมริกาซึ่งการเกษตรมีเงินทุนสนับสนุนมหาศาล จะเข้ามาตีตลาดในเมืองไทย ดังนั้นเกษตรกรไทยหากถูกแย่งตลาดโดยไม่มีการคุ้มครองจากรัฐบาล ย่อม ทำให้เกษตรกรรายย่อยที่ไร้ความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว ต้องล้มละลายมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง แต่ราคาสินค้าตกต่ำ คงเหลือเพียงบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นที่สามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ภายใต้ระบบการค้าเสรีนี้

การเดินขบวนเรียกร้องและต่อต้านครั้งนี้ ได้เริ่มต้นภาคเช้า 09.00 .ตั้งขบวนที่ หน้าอาคารเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ไปสิ้นสุดที่ หน้าสถานทูตอเมริกา เพื่อยื่นหนังสือและประกอบพิธีกรรมต่างๆ อาทิ การปราศรัยจากตัวแทนทุกๆ เครือข่าย การเผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง การแสดงละครเสียดสี เป็นต้น ภาคบ่าย ย้ายไปทำกิจกรรมต่อที่บริเวณสวนลุมพินี โดยมีการปราศรัยจากตัวแทนเครือข่ายต่างๆ การอภิปรายชำแหละ WTO จากนักวิชาการชื่อดังและนักเคลื่อนไหว เช่น อ.จิราพร ลิ้มปานานนท์, .สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, สมศักดิ์ โกสัยสุข, อุบล อยู่หว้า, และน..สารี อ๋องสมหวัง และสุดท้ายด้วยการแสดงดนตรี

ประเด็นหลักๆ ในการเรียกร้องและยื่นหนังสือถึง ประธานาธิบดี จอร์ช ดับเบิลยู บุช ครั้งนี้ คือ
1) การยกเลิกสิทธิบัตรยาต้านไวรัสเอดส์
2) ข้อเรียกร้อง 3 ฉบับกรณีข้าว หอมมะลิ และ
3) ข้อตกลงการเกษตร

ที่เคยเจรจาและตกลงทางการค้าไว้ ตามเงื่อนไขขององค์การการค้าโลก ซึ่งล้วนแต่ดำเนินการโดยตัวแทนของรัฐ บริษัทธุรกิจการเกษตรและเกษตรกรรายใหญ่ ดังนั้นการเจรจาที่ผ่านมาและที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ จึงเป็นการเจรจาที่ละเลยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรรายย่อยของสังคมไทย และสังคมโลก จึงเป็นความชอบธรรมที่เกษตรกรทั้งประเทศ จะร่วมกันรณรงค์เรียกร้องเอาสิทธิและความมั่นคงทางอาหารของสังคมไทยคืนมา

จึงปฏิเสธองค์การการค้าโลกและข้อตกลงทางการเกษตร อันเป็นเพียงเครื่องมือฉกฉวยของกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจเกษตรข้ามชาติ

.........................................ขอบคุณ.................................................

กลับสู้หน้าหลัก